คติเตือนใจหญิง

posted on 10 Apr 2009 20:40 by miwandmai

คติเตือนใจหญิง 

น้ำตาของหญิงสาว งดงามกว่ารอยยิ้มของเธอ

ผู้หญิงโดยมากก่อเรื่องยุ่งๆ โดยไม่มีเหตุผล ผู้หญิงร้องไห้เมื่อไร เมื่อนั้นก็เป็นเหตุผลของเธอ

มารยาทของคนโดยเฉพาะผู้หญิง สร้างวาสนาของตนได้เป็นอย่างดี

อย่าสอนลูกหลานให้เป็นผู้ดีเย่อหยิ่ง หรือถือตัว จงสอนให้ลูกหลานเป็นลูกชายแท้ เป็นหญิงแท้

ภรรยางาม ทำให้สามีมีความสุขครึ่งๆกลาง ภรรยาดี ทำให้สามีสุขกายสุขใจตลอดชีวิต

ก่อนแต่งงานจงจู้จี้เลือกสามี หลังแต่งงานจงอยู่ในโอวาทของสามี

ผู้ที่หยิ่งผยองโดยเฉพาะผู้หญิง เท่ากับเปิดทางให้กับ ความชั่วร้ายเข้านอกออกในได้โดยง่าย

แม่ที่ดีต้องไม่ตามใจลูก ไม่ว่าผิดหรือถูก แม่ที่ดีต้องสอนลูกให้อยู่ในสังคมได้อย่างสวัสดิภาพ

ลูกๆจะเป็นอย่างไรในภายหน้า ขึ้นอยู่กับแม่ว่าจะอบรมอย่างไร ชีวิตลูกๆจะยุ่งยากถ้าแม่ตามใจลูกจนเกินเลย

น้ำตาของแม่ คือความรัก รวมกับความหว่งใยที่มีต่อลูกตลอดกาลนาน

สามีหูหนวก ภรรยาเป็นใบ้ ชีวิตแต่งงานของคู่นี้จะยั่งยืนตลอดกาล

สามีดี ภรรยาดี ต่างต้องไม่ยุ่งเกี่ยวในเรื่องส่วนตัวของกันและกัน

หน้าที่แท้จริงของภรรยา คือทำอาหารให้อร่อย ถูกปากสามี และภรรยาที่ดีต้องร่วมทุกข์กับสามีอย่างเต็มใจ

ภรรยาดี ต้องฉลาดเข้าใจรู้ใจสามี มีหน้าที่ปฎิบัติสามีให้เป็นสุข ปลอบโยนให้หายทุกข์

หญิงดี เมื่อรักชายใดแล้ว ก็เมตตาเขาผู้นั้นเพียงชายเดียวในชีวิต

ผู้หญิงโดยมากฉลาดแหลมคมนัก แต่หญิงที่ฉลาดจริงเป็นหญิงที่ซ่อนคม

ผู้หญิงน่ารักเหมือนตุ๊กตาในยามดี และดุร้ายเหมือนเสือแม่ลูกอ่อนในยามร้าย

หญิงวาสนาดีเทียมคุณหญิงคุณนาย คือหญิงที่สงบเงียบทั้งกาย วาจา และมีความรู้ความสามารถพอประมาณ

หญิงวาสนาเทียมเศรษฐี เป็นหญิงที่แต่งตัวพองาม กินพออิ่ม พูดน้อย ขยันมาก

หญิงที่ปากร้าย ไม่ยอมแพ้ใคร ก็มีหวังเจ็บตัว หรือเสียโฉม และเมื่อมีลูก เธอก็จะกลายเป็นหญิงขี้โรค

ผู้หญิงขี้หึงหรือใจร้าย จะไร้ที่พึ่งทางกายและใจ ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า

หญิงดีมีบุญบารมี เป็นผู้หญิงที่รู้จักประหยัด และใจดีมีเมตตา

หญิงที่มีจิตใจและกิริยาเป็นชาย จะอายุยืน แต่ชีวิตครอบครัวอับเฉา และอับจน

รวม คติเตือนใจ (บอกได้คำเดียว สุดยอด)

* ใจดีมีแต่ให้ ใจไร้ชึงการให้คือใจยักใจมาร

* ตั้งใจสูงเกินไป มักทำให้ใจเราท้อแท้

* ความเข้าใจ คือหัวใจของการกระทำต่างๆ

* อยากสร้างความดี จะต้องมีขันติ ยอมรับคำติได้ ด้วยใจที่สงบได้ จะพบทางออกที่ดีๆ

* ชอบแต่คำชม ระวังจะขื่นขมในวันหน้า

* ดูชะตาชีวิตในวันหน้า ให้ดูความนึกคิดในวันนี้ทำดีแล้วหรือ

* คนเช่นไรก็มักคิดมักพูดไปในทางนั้น

* มีดีช่วยแบ่งปัน สร้างความสำพันร์ให้เหนียวแหน้น

* ดีไม่กลัว กลัวแต่ไม่ดี มีดีแต่ไม่กลัว กลัวแต่ไม่มีดีอะไรสักอย่าง

* เรียนที่โรงเรียนไหน ก็ไม่เท่าเรียนที่จิตใจของตน

* ยึดไว้ไม่วาง จ้างใครก็ช่วยไม่ได้ (นอกจากตน)

* รู้แล้วกับไม่ทำ รู้จำกับไม่ปฏิบัติ ก็ได้แต่ปริยัต ไม่เกิดผล

* สิ่งดีควรใช้ สิ่งที่ไร้ควรหลีก

* เที่ยวไปทั่ว ยังไม่รู้ทั่วถึงความคิดของตนเอง

* ไฟนั้นมันเผาตน แต่ยังกังวนที่จะไปดับที่ไหนกันเล่า

* เหตุ และผลย่อมที่จะปลนกัน เมื่อมีเหตุ ผลย่อมจะมีแน่

* กลัวลูกมันเหนื่อยตนเหนื่อย กลัวลูกมันตายตนจะตายก่อน

* ต้นไม้นั้นให้ชีวิต แต่คนยังคิดที่จะทำลาย

* เดินช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม
เดินอย่างงาม เดินตามแบบทำมะชาติตรง
เดินอย่างคนทะนง คงต้องเชิดหน้า
เดินอย่างมีปัญหา หน้ายุ่งให้เห็นกัน
เดินอย่างเห็นทุกวัน คือแทบพันกันเข้าด้วยขาทั้งสอง

* คิดได้แต่ไม่ดี ก็ยังดีได้แต่ไม่เคยคิด (แก้ไข)

* ผิดถูกนั้นสำคัญสไหน แม้ไม่นำไปปฏิขัติให้เกิดผล

* รู้ทำรู้คิดแต่สิ่งที่ดี ชีวีก็มีสุขได้

* รู้เท่าทันจิต ความคิดไม่วุ่นวาย รู้ถึงความตาย ย่อมคลายจากความยึดมั่น

* ไม่มีต้นไม้ กายคงยืนอยู่ไม่ได้นาน

* มีลมหายใจได้ เพราะใครให้อากาศบริสุทธิ์

* อย่ามัวหวังแต่คอยกำลังใจ ให้ทำไปด้วยใจที่มั่นคงจะไปกว่า
อย่ามัวหวังแต่คอยกำลังใจจากใคร เมื่อไม่ได้ย่อมจะเสียใจ และสิ้นกำลังที่จะเดินต่อ

* อยากรู้ให้ถาม อยากงามให้แต่ง อย่าแข็งไปด้วยมานะ ย่อมจะได้รับในสิ่งที่ดีๆ

* ยิ่งตามก็ยิ่งไกล ยิ่งเอาใจก็ยิ่งเสีย

* รู้รักรู้หลงคงไม่นั่งเศร้า รู้เค้าแต่ไม่รู้เราคงต้องเศร้าเป็นแน่

* อยากลืมแต่ไม่รู้กับยิ่งจำ รู้ทำย้ำคิดชีวีคงลืมได้

* เริ่มแรกคิดแหกก็คงเศร้า จะเอาได้จากที่ไหน

* มีน้ำใจใครๆก็รัก ใจที่หนักย่อมรักษาบุญไว้ได้

* คิดผิดคิดใหม่ คิดให้จะได้บุญ

* คิดทำเพื่อผู้อื่นวันคืนก็มีแต่สุข คิดทำเพื่อตนทุกข์นั้นจะล้นออกมาให้เห็น

* ให้ธรรมะเป็นทาน ย่อมชนะมารทั้งปวง (โดยเฉพาะมารที่อยู่ในจิตใจ)

* ศึกษาธรรมะชนะการศึกษาทั้งปวง

* คิดแต่ข้อดีของเค้า เราจะต้องหม่นหมอง ตรองตรม

* รู้แล้วอย่าลืมบอกเพื่อน เตือนแล้วอย่าลืมกระทำนะครับ

* อยากสอนคนอื่นให้สอนตนก่อน อยากให้คนอี่นรู้ และเข้าใจตนต้องรู้ก่อน

* พึงตนก็พ้นพัย พึงใจก็พ้นทุกข์

* พึงคนอื่นสุขก่อนผ่อนทุกข์ที่หลัง พึงตนทุกข์ก่อนสุขตามมาทีหลัง

* ได้ของดีแล้วมักช่า กินยาบ้ายิ่งช่ายิ่งบ้าไปใหญ่

* มีเงินน้อยก็ทุกข์ มีเงินมากก็ทุกข์ แล้วสุขนั้นอยู่ไหน (อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลอยู่ในจิตใจดวงนี้ไงครับ)

* ได้ของขังชีวิตพังมาก็มาก อยากได้ลาภจนลืมตัวกระทำผิด

* ของดีแท้นั้นย่อมเบาสบาย ของที่พาจิบหายนั้นย่อมที่จะหนักมาก (หนักทั้งกายหนักทั้งใจ)

* รักสาตัวรักสาใจนั้นยังยากแล้ว แล้วใยเล่าเฝ้าหาสิ่งมาเพิ่มให้หนักหนา
เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งระอา เมื่อรู้ว่าไม่ใช่สุขที่แท้เอ๋ย

* พูดดี คิดดี ทำดี ย่อมจะบังเกิดสิ่งดีขึ้น

* โชคอยู่ที่เรา อย่ามัวไปเฝ้าจากที่ไหนให้เหนื่อยเปล่า

* บวชด้วยปากพูดมันง่าย แต่บวชด้วยใจนั้นมันยากยิ่ง
พูดย่อมง่ายกว่ากระทำ รู้ธรรมนำชีวิตให้สดใส

* หากไม่รู้คิด ชีวิตต้องหมองม่น

* รู้เลือกรู้ทำ ย่อมทำให้ชีวิตนั้นสดใส

* เวลามีน้อย อย่ามัวเฝ้าหาแต่สิ่งที่ไร้สาระเลย

* จิตยังไม่แน่วแน่ ระวังจะแพ้กิเกสเอาง่ายๆ

* ได้มาแปล็บเดียวก็เบื่อ ไม่เชื่อก็ลองดูเถิด

* ฉลาดเพิ่มกิเลส ปัญญาลดกิเลส ฉลาดเพิ่มทุกข์ ปัญญาเพิ่มสุข

* หวังแต่สิ่งอื่นคนอื่น สักวันคงต้องกลืนน้ำตา

* ของดีนั้นหายาก เพราะลำบากมัวหากันแต่ภายนอก

* สิ่งดีมีแต่นำสุขมาให้ สิ่งจังไรนำแต่ภัยมาถึงตัว

* ยกเงินไว้ที่สูง เพื่อนฝูงแตกกระเจริง ยิ่งคิดว่าเงินเป็นที่พึง จึงละพึงชึงพระธรรมคำสอน

* มีเงินน้อยก็ทุกข์ มีเงินมากก็ทุกข์ แล้วสุขนั้นอยู่ที่ใด

* รู้ภัยไม่พกเงินมาก รู้ยากจน ต้องขยัน อดทน และประหยัด

* คนหลงเงิน ไม่ใช่เงินหลงคน คนไม่ดี ไม่ใช่เงินไม่ดี

* เงินจะดี เพราะรู้จักใช้ เงินจะบั่นไร เพราะใช้ไม่เป็น

* เขียนอยากให้เข้าใจ มิใช่เขียนไปเพื่อความเพิดเพลิน

* หนทางตรงกับไม่เดิน แต่กับชอบเดินทางที่เพิดเพินกันหนักหนา

* ผู้อิ่มย่อมรู้จักให้ ผู้ที่รู้จักจิตใจย่อมเข้าใจในความทุกข์ของผู้อื่น

* ให้ธรรมะเป็นทาน ไม่ควรคิดประมาณในผลบุญนั้นมีเท่าไหร่

* ด้วยใจที่สงบย่อมจะพบกับทางสว่าง หนทางคงยังยาวไกล หากไม่ใส่ใจในการปฏิบัติ

* สุขเพราะไม่ยึด เพราะยึดนั้นจึงทุกข์

* รู้หนักให้ปล่อยวาง รู้ทางให้รีบเดิน อย่ามัวแต่เมินเฉย เวลาเลยจะไม่ทัน

* อยากลืมคนรัก ให้ตะนักข้อเสียของเค้ามากๆ

* สุดยอดของเงินทอง คือวิชชาความรู้ สุดยอดของสัตตรูคือตัวเราเอง


* พูดเพราะเป็นหวง ไม่รักไม่หวง ไม่เอาบ้วงมาแขวนคอหรอกครับ

* ยิ่งใช้ก็ยิ่งกว้าง ยิ่งกว้างก็ยิ่งสงบ

* บัณฑิตไม่คิดถือสา คนมีปัญญารู้จักพิจาระณาดีชั่ว

* เรื่องไม่ดีนั้นเชื่อง่าย ยิ่งเป็นเรื่องการตายยิ่งเชื่อกันใหญ่

* ส่วนเรื่องดีนั้นเชื่อได้อยาก อยากลอง อยากพิสูตก่อนจึงจะเชื่อ

* เรื่องเพียงน้อยนิด เก็บไปคิดเป็นเรื่องใหญ่

* การมีธรรม และปฏิบัติ ย่อมที่จะขจัดความทุกข์ให้สิ้นไปได้

* อกุศลกรรมไม่ควรก่อ ที่ความก่อคืออุศลกรรมจะนำชีวิตให้เป็นสุข

* รู้เลือกรู้รักสา
รู้นำพาชีวิต
รู้คิดก่อนตัดสินใจ
รู้ไปตามทางที่ถูกต้อง
รู้มองทางไกล
รู้เรื่องอะไรไม่เท่ารู้เรื่องของกฏแห่งกรรม

* ใจดีย่อมยิ้มได้ง่าย ใจง่ายมักจะเจอทุกข์ภายหลัง

* อยากให้เค้าเป็น ตนเป็นก่อน
อยากให้เค้าดี ตนดีก่อน
อยากให้เค้าสุข ตนสุขก่อน
อยากให้เค้าทุกข์ ตนทุกข์ก่อน

* ทุกข์น้อยเพราะสละมาก ทุกข์มากเพราะสละน้อย

* ฝึกตนพ้นพัย ฝึกจิตใจพ้นทุกข์

* ทุกข์อยู่ที่ตัวเรา อย่าไปมัวเมาเฝ้าเพ่งแต่ผู้อื่น

* ทุกข์อยู่ที่ตน ตนเท่านั้นที่แก้ได้

* อย่าแพ้ในสิ่งที่ยังไม่ทำ อย่าจำแต่เรื่องที่ไร้สาระ อกุศลให้ละ อยากเป็นพระจะต้องใจดีๆ

* รักษาตัวพ้นจากโรคพัย รักษาใจพ้นจากทุกข์ ทุกข์นั้นอยู่ข้างใน ใช่ใครที่มัวหากันแต่ภายนอก

* ทำตัวดี ย่อมจะมีประโยชน์ หากมัวคิดแต่จะโกรธ โทษนั้นจะยิ่งมีมาก

* ทุกความเห็นย่อมมีความหมาย หากได้พินิพิจารณาให้ถี่ถ้วน

* บัณฑิตไม่คิดก่อเวรกรรม ย่อมกระทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์

* บัณฑิตมักแสวงหา คนมีปัญญามักนำพาไปหาแต่สิ่งที่ดีงาม

* บัณฑิตไม่คิดงก จะมิสร้างนรกให้เกิดขึ้นในดวงจิต

* รู้คิดรู้ฝัน รู้ลงมือทำถึงจะสำเร็จ

* สุดยอดของเงินทอง คือวิชชาความรู้ สุดยอดของสัตตรูคือตัวเราเอง

* พูดเพราะเป็นหวง ไม่รักไม่หวง ไม่เอาบ้วงมาแขวนคอหรอกครับ

* ยิ่งใช้ก็ยิ่งกว้าง ยิ่งกว้างก็ยิ่งสงบ

* บัณฑิตไม่คิดถือสา คนมีปัญญารู้จักพิจาระณาดีชั่ว

* เรื่องไม่ดีนั้นเชื่อง่าย ยิ่งเป็นเรื่องการตายยิ่งเชื่อกันใหญ่

* ส่วนเรื่องดีนั้นเชื่อได้อยาก อยากลอง อยากพิสูตก่อนจึงจะเชื่อ

* เรื่องเพียงน้อยนิด เก็บไปคิดเป็นเรื่องใหญ่

* การมีธรรม และปฏิบัติ ย่อมที่จะขจัดความทุกข์ให้สิ้นไปได้

* อกุศลกรรมไม่ควรก่อ ที่ความก่อคืออุศลกรรมจะนำชีวิตให้เป็นสุข

* รู้เลือกรู้รักสา
รู้นำพาชีวิต
รู้คิดก่อนตัดสินใจ
รู้ไปตามทางที่ถูกต้อง
รู้มองทางไกล
รู้เรื่องอะไรไม่เท่ารู้เรื่องของกฏแห่งกรรม

* ใจดีย่อมยิ้มได้ง่าย ใจง่ายมักจะเจอทุกข์ภายหลัง

* อยากให้เค้าเป็น ตนเป็นก่อน
อยากให้เค้าดี ตนดีก่อน
อยากให้เค้าสุข ตนสุขก่อน
อยากให้เค้าทุกข์ ตนทุกข์ก่อน

* ทุกข์น้อยเพราะสละมาก ทุกข์มากเพราะสละน้อย

* ฝึกตนพ้นพัย ฝึกจิตใจพ้นทุกข์

* ทุกข์อยู่ที่ตัวเรา อย่าไปมัวเมาเฝ้าเพ่งแต่ผู้อื่น

* ทุกข์อยู่ที่ตน ตนเท่านั้นที่แก้ได้

* อย่าแพ้ในสิ่งที่ยังไม่ทำ อย่าจำแต่เรื่องที่ไร้สาระ อกุศลให้ละ อยากเป็นพระจะต้องใจดีๆ

* รักษาตัวพ้นจากโรคพัย รักษาใจพ้นจากทุกข์ ทุกข์นั้นอยู่ข้างใน ใช่ใครที่มัวหากันแต่ภายนอก

* ทำตัวดี ย่อมจะมีประโยชน์ หากมัวคิดแต่จะโกรธ โทษนั้นจะยิ่งมีมาก

* ทุกความเห็นย่อมมีความหมาย หากได้พินิพิจารณาให้ถี่ถ้วน

* บัณฑิตไม่คิดก่อเวรกรรม ย่อมกระทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์

* บัณฑิตมักแสวงหา คนมีปัญญามักนำพาไปหาแต่สิ่งที่ดีงาม

* บัณฑิตไม่คิดงก จะมิสร้างนรกให้เกิดขึ้นในดวงจิต

* รู้คิดรู้ฝัน รู้ลงมือทำถึงจะสำเร็จ

* ใจง่ายเสียตัว ใจกลัวๆทำอะไรมักไม่ถูก

* สิ่งที่เห็นอาจไม่จริง สิ่งที่คิดอาจไม่ใช่ ต้องใช้วิจารนะยานครับ

* พบ พราก จาก ลา เป็นทำมะดาของโลกครับ

* ยิ่งงามก็ยิ่งเผ็ด แต่ว่ายิ่งเผ็ดก็ยิ่งชอบ ออแปลกดี

* ดูให้ดีๆ อย่าให้ความหลงบังตาจนมองไม่เห็น

* เมตตาพาให้เรียนรู้
เมตตาพาให้ตนได้ฝึกฝน
เมตตาพาให้เกิดสันติสุข
เมตตาพาให้ใจสงบ
เมตตาพาให้เกิดปัญญา
เมตตาพาให้เกิดวิริยะ
เมตตาพาให้เกิดขันติ
เมตตาพาสัทจะ
เมตตาพาให้เกิดอธิฐาน
เมตตาพาให้ใจเป็นสุข
เมตตาพาให้เกิดอุเบกขา
เมตตาพาให้พ้นทุกข์

* ผู้เก่งธรรมย่อมนำความสุขมาสู่ประชา และอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ
ผู้เก่งทางโลก มักอวดองทนงตัว ยกตนข่มท่าน

* สิ่งดีนั้นควรเก็บไว้ สิ่งจั่งไรให้วางเสีย

* ชีวิตเปรียบเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้าย จะต้องค่อยๆยับย้ายไปอย่างละมัดละวังที่สุด

* ความสุขคือการปล่อยวาง
ความสุขคือการชนะความอยาก
ความสุขคือความสงบ
ความสุขคือความโล่งโป่งเบาสบาย
ความสุขเกิดจากการได้เรียนรู้ธรรมชาติว่าเป็นอย่างไร
ความสุขคือการให้
ความสุขคือการได้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น
ความสุขคือการระชั่ว กระทำแต่ความดี
ความสุขคือการไม่ยึดมั้นถือมั้น
ความสุขคือการได้ให้อภัย
ความสุขคือการไม่โกรร เกลียด ชิงชัง อิจฉาริษยา จองเวร
ความสุขคือการไม่โลภ อยากได้สิ่งของที่เป็นของคนอื่น
ความสุขคือการมีสันธ ความพอใจในสิ่งที่ตนเองมี

* จิตสงบย่อมพบกับสิ่งที่สดใส จิตที่เหลวไหลไพนั้นย่อมเกิดมี
สิ่งที่ดีนั้นจะไม่ไกลพ้น หากเดินตามทางสายกลางที่พระพุทธเจ้ามอบให้


* รู้ตัวพ้นทุกข์ ไม่รู้ตัวทุกข์ล้น

* สละสิ่งที่ไม่สำคัญ เพื่อสิ่งที่สำคัญกว่า สละสิ่งที่สำคัญน้อย เพื่อสิ่งที่สำคัญมาก

* ของดีอยู่ในตัว อย่ามัวแต่ไปหาภายนอกเลย

* คิดก่อนทำ ย้ำก่อนตัดสินใจ

* ใช้ชีวิตแบบไร้สาระ แล้วจะละความชั่วได้อย่างไร

* สุขได้เพราะตน พ้นได้เพราะรู้ และปฎิบัติ

* ทำดีมักสงสัยจั่ง ทีทำชั่วไม่ยักกะสงสัยอย่างนี้บ้างหนอ

* ทำดีนั้นมัวแต่คิดอาย ทำชั่วไม่เห็นจะอายมั้งล่ะ

* ความสุขแค่น้อยนิด อย่าได้คิดทำกรรมชั่ว

* สิ่งดีๆมักไม่ยึด มักยึดแต่สิ่งที่ไม่ดีชีวีต้องหมองหม่น

* เวลาจะมีมาก ถ้าไม่อยากในสิ่งที่ไร้สาระ
เวลาจะมีมาก ถ้ารู้อยากในสิ่งที่เป็นประโยชน์
เวลาจะมีค่า ถ้าว่าสิ่งไหนดี และเลือกทำ

* จิตที่สงบย่อมเป็นสุข จิตที่มักสนุกย่อมพบกับความวุ้นวาย

* มองให้เป็น เห็นประโยชน์ทั้งสองอย่าง
มองอย่างผู้รู้ คือรู้ทั้งดี และชั่วเอาไว้เป็นแบบ พร้อมเตือนตน

* มองเป็นเห็นประโยชน์ มองไม่เป็นเห็นแต่โทษ
มองเป้นย่อมยั่งมิตให้ยืน ขืนมองแต่สิ่งที่ไม่ดี ไมตรีก็จางหาย
มองให้เห็นหลายแง่ ถึงจะแก้ความวิตกกังวนได้
หันกับมามองกายกับใจเรา เฝ้าระวังไม่ให้เกิดอกุศลแล้วหรือ

* รู้จิตรู้ใจเค้า ยังไม่เท่ากับรู้ใจตนเอง

* เมื่อรู้เรา เค้านั้นก็เช่นเดียวกัน

* จิตใจดีย่อมมีเมตตา จิตใจริษยาพาให้เกิดทุกข์

* สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมักมองไม่เห็น มักจะเห็นแต่สิ่งที่ไกลตัวมากกว่า

* อยากได้ให้ไป อยากเข้าใจให้ถาม

* สิ่งดีๆยังมีอีกมาก หากไม่ให้ตัวมานะมีเป็นตัวกลั้น

* รู้มากเค้าไม่ว่าดี แต่มั่งมีเค้ามักว่าดีเสมอ

* ยอมรับความผิด จึงคิดเปลี่ยนแปลงตน

* ถ้ารู้ทำไมทำไม่ได้ แต่เมื่อเอาให้ทำเหมือนรู้

* สิ่งที่คิดว่าง่ายมันยากก็มี สิ่งที่คิดว่ายากมันง่ายก็มี

* สิ่งที่ได้มาง่ายมักไม่ยั้งยืน สิ่งที่ยั้งยืนมักจะเสียแรงเสียเหงื่อมาก

* ไม่ลองก็ไม่รู้ ไม่ดูก็ไม่เห็น ไม่ทำหรือจะเป็น รู้เห็นเป็นเช่นไรเล่า ต้องให้เจ้าพิสูธดู

* วันนี้วันพระ แล้วท่านได้ละสิ่งที่ไม่ดีออกจากใจแล้วหรือยัง

* ใจที่สงบย่อมจะพบกับความสุข ใจที่มักสนุกย่อมพบกับความวุ้นวาย

* แต่งความดีกันวันละนิด ชีวิตจะได้ชืนบาน

* จ่ายให้น้อยหน่อย ชีวิตจะไม่ลำบาก

* ดีไม่กลัว กลัวแต่ไม่ดี

* มีน้อยก็ใช้น้อย มีมากก็ใช้มาก ไม่มีแล้วจะเอาที่ไหนมาใช้เล่า

* ดีนั้นชอบช่วยเหลือ ใจเสือนั้นชอบขูดรีด


* อยากให้แต่พ่อแม่เห็นใจ แล้วเราเคยเห็นใจท่านมั้ย

* ชีวิตจะเป็นพิษ เพราะความคิดไม่เป็นประโยชน์

* รู้ดีไม่เท่าทำดี ทำดีไม่เท่าใจดี ใจดีไม่เท่าใจที่สงบ และมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

* ทางดีไม่ชอบเดิน ทางที่เพิดเพลินชอบเดินดีๆ

* จะจนหรือลวย สุดท้ายต้องม้วยมรนาเหมือนกันนั้นแหละ

* มีสองดีกว่ามีหนึ่ง ถ้ามีสองไม่สามัคคีมีหนึ่งดีกว่าแน่

* โลกร้อนเพราะใจคนมันร้อน โลกจะสงบเย็นได้ ใจคนจะต้องเย็นสงบ

* ต้นไม้เป็นบ่อเกิดของอาหาร และยา ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นบ่อเกิดของปัญญา และความสงบสุข

* ลูกคือดวงใจของพ่อแม่ แล้วพ่อแม่คืออะไรหนอของลูกรัก

* ต้นไม้ไม่มีคนมีชีวิตอยู่ได้ แต่คนไม่มีต้นไม้จะมีชีวิตอยู่ได้มั้ย
ต้นไม้คือผู้ให้ชีวิตแก่คน แต่คนกับตอบแทนด้วยการตัดไม้ทำลายป่าหนอ

* เป็นลูกไม่ควรผลานพ่อแม่ เป็นเฒ่าแก่ไม่ควรข่มเหงลูกน้อง

* รู้เลือกรู้คิด จิตก็เบิกบาน รู้จักให้ทาน ความเบิกบานยิ่งเพิ่มล้น


* ชีวิตมีแต่รับก็นับว่าเสื่อมมาก
ชีวิตมีแต่ให้ก็ไร้ชึงความสมดุล
ชีวิดเจริญจะต้องไม่เพิดเพินทั้งการให้ และการรับ

* เวลาอยู่ที่ใจ ถ้าอยากจะต้องมีแน่

* สิ่งดีๆยังมีอีกเยอะ อย่าได้เอาสิ่งเปอะเพียงนิดเดีวยมาปิดกลั้นไว้

* หัวใจจะเป็นธรรม เพราะไม่กระทำโดยความรำเอียง

* ชีวิตมีน้อยนิด อย่าได้คิดสร้างกรรมชั่วเลย

* เกิดมาเป็นคน ถึงจะจนก็ยังดีกว่าสัด

* ได้ดีอย่าลึมตน ได้เกิดเป็นคนอย่าลืมทำความดี

* ความไม่เคยเกิดจากไม่ทำ ความไม่จำเกิดจากไม่ท่อง และทำให้เป็นนิสัย

* คนที่อ่อนน้อม ย่อมพร้อมที่จะเป็นฝ่ายรับที่ดีได้เสมอ

* มองโลกในสองแง่ ความจริงแท้ก็จะบังเกิด

* คิดอยากแต่มั่งมี ความดีก็เริ่มหาย คิดอยากแต่สบาย ร่างกายก็เริ่มอ่อนแอ

* อารมณ์อยู่เหนือจิต มีแต่ทุกข์
จิตอยู่เหนืออารมณ์ จึงมีสุบได้

* บัณฑิตไม่คิดทำร้าย ถึงจะถูกให้ร้ายก็ไม่หมายจะเอาคืน

* สิ่งใดไม่เรียนรู้จริง ก็ยากอยู่ที่จะละได้
สิ่งใดไม่เรียนรู้จริง ก็ยากยิ่งที่จะเข้าใจ
สิ่งใดไม่ได้สำผัส ก็ยากยิ่งที่จะรู้สึกได้


* มีสองดีกว่ามีหนึ่ง มีสองหากไม่สามักคีมีหนึ่งยังจะดีกว่า

* รู้มากนั้นมากหลง หลงมากนั้นมักมืด

* อยากรู้ให้ทดลอง อยากช้ำชองต้องทำเรื้อยๆ

* รู้คัดในสิ่งที่ดี
รู้เลือกในสิ่งที่ถูกต้อง
รู้ไม่ข้องกับสิ่งเสพติด
รู้ปฏิเสธในการทำชั่ว
รู้ตัวไม่หลงตัวเอง
รู้ตัวไม่ข่มเหงคนอื่น
รู้จักฝืนใจตน ให้พ้นจากอำนาจกิเลส


* ไม่ว่าอะไร เมื่อไม่สนใจย่อมจะคิดว่าไม่มีเวลา

*รู้ให้รู้รับ ถึงนับว่าเป็นบัณฑิตบัณฑิตควรคิดการไกล คนจังไรคิดแค่ใกล้นิดเดีวย

* คนที่มักสนุก เลยต้องคลุกเค้ากับเหล้าเบียร์
ถ้าได้ดื่มเบียร์ ต้องเสียทรัพย์อัพทั้งปัญญา
แล้วยังนำมา ชึงชะตาที่เสื่อมถอยด้อยด้วยกิเลสหนาปัญญาเสื่อม

* รู้มากไม่ทำ มักจะทำให้ตนหลง
รู้น้อยแต่คิดทำ มักจะทำผิดพลาด
รู้มากแล้วทำ ย่อมที่จะเกิดผล

* สร้างความกล้าให้กับตัวสักนิด เพื่อพิชิดความกลัวให้จางไป

*สิ่งที่ไม่รู้บางทีอยู่แค่เอื้อม ถ้าไม่เสื่อมจากทางสายกลาง


* สิ่งที่ไม่เข้าใจยังมีอีกมาก สิ่งที่อยากรู้ยังมีอีกเยอะครับ
แต่ในสิ่งที่มากและเยอะนั้น แต่หาสิ่งที่มีคุณค่านั้นมีน้อยนัก

* รู้ต้องรู้แจ้ง แทงตลอด
รู้ต้องรู้แน่ ใช่แต่ว่าท่าทีเหลว
รู้ต้องเผื่อแผ่ ใช่แต่ แพ้ความตะหนี่
รู้ๆดีแต่ไม่ทำ ต้องช้ำใจในภายหลัง

* งามนอกดูดี แต่มีค่าน้อย งามในไม่ค่อยดู แต่อยู่คู่กันได้นาน

* ไม่ให้ก็ไม่รู้ ไม่ลองอยู่กับสัดก็ไม่เห็น อยากเป็นคนมีเมตตา จะต้องค้นหา และปฏิบัติธรรม

* อยากรู้ให้ถาม อยากงามให้แต่ง อยากแบ่งอยากให้ ต้องรู้ใช้รู้ประหยัด

* ชีวิตคือการเรียนรู้ รู้เรียนรู้ศึกษานำพาชีวิตไปสู่ฝั่งพระนิพพาน

* รู้ดีรู้ชั่ว รู้ตัวรู้ตื่น วันคืนล่วงไปๆ ใครจะช่วยเจ้าได้หนอ

*เหตุ และผล คงต้องค้นคิดพิจาราณาด้วยปัญญาทุกปัญหามีทางแก้ ถ้าไม่แพ้คิดถอยก่อน คงได้ดี

* รู้แล้วเปลี่ยน เรียนแล้วนำไปใช้ ฝึกหัดให้ได้ ใช้ให้เป็นก็จะเห็นผล

* สอนตนให้รู้ฝืนใจ
สอนตนให้ทำสิ่งที่เป็นกุสล
สอนตนให้พ้นจากอบาย
สอนตนให้คลายจากความยึดมั้นถือมั้นในตัวตน
สอนตนเพื่อความหลุดพ้นแห่งวัฏสงสาร

* ผู้ให้ย่อมจะได้มิต ผู้คุ้นคิดย่อมที่จะได้ปัญญา

* สอนตนรู้ผลของกรรมดี สอนตนอย่าได้มีจิตริษษา

* ปัญหา ก็คือ ปัญญา ปัญญา คู่มา กับปัญหา

* ยิ้มได้เพราะใจผ่องใส คนมักใหญ่ใจนั้น จะขุ่นมัว

*ชีวิตจะมืดมิดอยู่ ถ้าไม่รู้ว่าหลงตัว ชีวิตจะเมามัว เพราะตัวหลงครอบคุมอยู่

* รู้ตัวนั้นแหละดี รู้ว่า ไม่ดีจึงแก้ไขตัว ไม่ให้คิดชั่วทำชั่ว แล้วตัวก็จะสดใสเอง

* เริ่มวันนี้ได้วันนี้ เริ่มพรุ่งนี้ก็ได้พรุ่งนี้  เมื่อมีโอกาศ อย่าได้ประมาด เพราะเป็นหนทางแห่งความตาย

* คนขี้เกลียดมักจะเบียดเบียนผู้อื่น คนที่ฝืน และเพียนนั้นย่อมจะทำสำเร็จ

* รู้เข็ดรู้จำ รู้ไม่ทำช้ำรู้สำนึกผิด คิดเปลี่ยนแปลงแก้ไข ชีวิตจะได้สดใส และเป็นสุขได้

*หากท่านไม่พูดแล้วใครจะรู้ได้ คนที่รู้ได้นั้นก็คือผู้ที่ถึงที่สุดแห่งธรรมแล้ว

*เพราะความมักได้เพียงน้อยนิด ชีวิตเลยต้องอัปเฉา
เพราะความมักได้ของฟรี ก็เลยต้องมีแต่เรื่องทุกข์
เพราะคิดว่าเป็นทางสุข ทุกข์นั้นจึงประจักให้เห็น

*อิจฉาตาร้อน เร้าร้อนไปทั้งตัว
เพราะเหตุกลัว กลัวเขาได้เขาดีไปกว่าตน
เพราะความร้อนรน เฝ้าเผาตนต้องดิ้นรนจะเบียดเบียน
ใช้คำพูดคำด่าเพื่อติเตียน เพียนเพื่อชนะคนอื่นก็เป็นพอ

* อิจฉาตาร้อน เร้าร้อนไปทั้งตัว
เพราะเหตุกลัว กลัวเขาได้เขาดีไปกว่าตน
เพราะความร้อนรน เฝ้าเผาตนต้องดิ้นรนจะเบียดเบียน
ใช้คำพูดคำด่าเพื่อติเตียน เพียนเพื่อชนะคนอื่นก็เป็นพอ

*ดีน้อย เสียมาก อย่าต้องลำบากแบกหาบเลย ให้ละว่างและเมินเสย ใยเล่าเลยจะเกิดทุกข์ให้เห็นกัน

* สิ่งที่ดีๆนั้นควรจำ แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดผล
อย่ามัวแต่เฝ้าจับผิดแต่คน ทางหลุดพ้นคือความดี
แสงสีสวยนั้นขาวดี เป็นแสงนำทางสู่ทางสว่าง สอาด สงบ

* ความดีใยเราเจ้าต้องกลัว สิ่งที่ควรกลัวนั้นก็คือ ใจตัวคิดทำบาปมากกว่าครับ

* ฝึนตนพ้นภัย ฝึนใจพ้นทุกข์ เมื่อเจอทุกข์ ย่อมจะชุกหาที่เพิ่ง

*ทำดีนั้นมันยาก มักมากนั้นมันง่าย จะทำให้กิเลสสลาย จะต้องฝึกทั้งกายฝึกทั้งใจ
คอยจ้องแต่จับผิด คิดแต่เรื่องชั่ว มั่วแต่สิ่งที่ไม่ดี ชีวีก็มีแต่ทุกข์

*กินเพื่ออยู่ ตน และผู้อื่นไม่เดือดร้อน อยู่เพื่อกิน ชีวิตตน และผู้อื่นต้องร้อนยิ่ง

* ใช้อย่างผู้รู้คิด ชีวิตมีความหมาย ชีวิตจะอันตราย ก็หญิงชาย รู้แต่ใช้

*ความรู้อยู่ที่ปาก ถ้าอยาก ก็ใช้ปากเป็นทางเพื่อรู้

*จงดูให้เห็นเป็นเช่นกับครู แล้วเฝ้าดูให้เห็นเปลี่ยนให้เป็นประโยชน์
แล้วคุณก็จะไม่เกิดความโกรธ แล้วหลงไปโทษแต่ตัวเขาครับ

*พูดมากก็ย่อมที่จะผิดมาก มักมากก็ย่อมที่จะทุกข์มากครับ

* รู้จักเลือกรู้จักคิด จะนำพาชีวิตให้สดใส

* ชีวิตอยู่ได้ด้วยความเปลี่ยนแปลง หากไร้ชึงการเปลี่ยนแปลงแล้วจะอยู่ไม่ได้

* อยากได้ลูกดี ตนเองต้องดีก่อน อยากให้คนอื่นดี เราก็ต้องดีก่อน

* ความอยากนั้นไม่มีวันจบ หากไม่รบกับกิเลสให้ดับกันไปข้างหนึ่ง

* ได้มาเดียวก็เบื่อ ไม่เชื่อก็ตรองดูอดีต มีอะไรทำให้พอใจได้นานไหม

* ใจคับ โลกมันแคบ ใจไม่แคบโลกมันกว้าง

* กำไว้มันเหนื่อย เมื่อยนักก็ปล่อยวางเสียบ้างจะได้รู้สึกดี

* คิดว่าเค้าเป็นครู สอนทั้งดีชั่วให้รู้จัก

* ยามกินยังรู้จักเลือก ยามเห็นทำไมไม่รู้จักเลือกหนอ

* สิ่งที่ล้ำค่าอีกสิ่งหนึ่ง นั้นก็คือบทเรียของชีวิต

* ทุกข์เกิดจากตัวเรา ให้เข้าไปดู และแก้ไขไพนั้นก็จะลด และหมดลงในที่สุด

* ชีวิตไม่สดุด หรือตำความทุกข์เข้าอย่างจั่ง ชีวิตก็ยังหลงระเริงอยู่เป็นแน่แท้

* เชื่อไม่ควรเฉย ไม่เชื่อไม่ควรละเลย และกล่าวหา

* คำว่าไม่เคย เพราะไม่ทำจะเคยได้อย่างไร
คำว่าไม่เป็น เพราะไม่ทำได้อย่างไร
คำว่าไม่เห็น เพราะไม่ทำ ไม่ปฏิบัติจริงจัง และถึงทีจะเห็นได้อย่างไร
ทุกคำที่กล่าวๆเพราะไม่รู้ เป็นเพียงแค่คำแก้ตัวเพื่อหลบหลีกปัญหา

* ย้ำทำย้ำคิด ทำสิ่งที่เป็นกศล ผลบุญจะได้เต็มไวๆ

* อยากรู้ควรตามไปดู ไม่ควรอยู่ และนิงเฉย เวลาจะนั้นย่อมล่วง และไม่เคยคิดคอยใคร

* ไปทางตรงใช่ว่าลัด ไปทางอ้อมใช่เหลวไหลชะเมื่อไหร่

* มีน้อยก็ว่าไม่มี มีมีมากก็ว่าไม่มี แล้วคุณคิดว่ามีเท่าไหร่นั้นถึงจะพอ

* ความท้อแท้ ทำให้แพ้เอาง่ายๆ

* เดินสายกลาง เป็นทางสายเอก

* คิดไม่ตก อย่าเก็บรถไว้ในใจ มีอะไร ค่อยๆเปิดใจปรึกษากัน

* ความคิดเป็นบ่อเกิดของการกระทำ ความคิดนำการกระทำจึงเกิด ความคิดประเสิถย่อมเกิดความสุขตามมา

ร้ายเพราะความโลภ
ร้ายเพราะอวิชชา
ร้ายเพราะหว่ง
ร้ายเพราะหลง
ร้ายเพราะหึง
ร้ายเพราะเกลียดชัง
ร้ายเพราะอิจฉา ริษยา
ร้ายเพราะอยากได้ อยากครอบครอง
ร้ายเพราะรัก
 

 

 รักได้...แต่เจ็บให้เป็น 
 
มีคุณโยมท่านหนึ่งมากราบอาตมาที่วัด
และได้ร่วมสนทนาธรรมกัน
ถึงปัญหา
ความรัก
ว่า เราจะรักอย่างไร
เพื่อให้รู้จักรักให้เป็น และจะ
รัก
อย่างไรเพื่อให้ทั้งใจเรา
และใจเขามีความสุขไปพร้อม

ๆ กัน ไม่ว่าความรักนั้นจะสมหวังหรือไม่ก็ตาม

คุณโยมท่านนั้นเปรียบเทียบให้อาตมา
ฟังว่า รักได้ ก็เหมือนการขับรถได้
แค่เสียบกุญแจ
เข้าเกียร์
เหยียบคันเร่ง
ไม่ต้องสนกฎจราจร อาจเกิดอุบัติเหตุ
ตั้งแต่
บาดเจ็บไปจนถึง
เสียชีวิต

แต่ รักเป็น ก็เหมือนเรารู้ว่ากฎจราจรมี
บังคับอย่างไรบ้าง จะแซงขวาต้องเปิดไฟเลี้ยวขอทาง

จะลงสะพานต้องชะลอความเร็ว เพื่อให้ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

เช่นเดียวกับความรัก ถ้าเรารู้ว่าความรัก
คืออะไร รักอย่างไรให้มีความสุข
รักอย่างไรไม่ให้

เป็นพิษ
ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง

รักให้เป็น
คือ เราต้องพิจารณาว่า รักแบบไหน
รักทำไม
แล้วเราจะรักไปในทิศทางไหน
สมัยนี้ที่มีปัญหาเพราะรักได้ แต่ไม่มีสมอง
ไม่ใช้ปัญญา
ใช้แต่ความหลง หลงว่ารัก
หลงว่าดี จนรักทำให้

ตาบอด
หลับไปกับความฝัน ลมๆ แล้งๆ
แต่กว่าจะมีใครเอาไม้มาเขี่ยปลุก ก็ตื่นสาย น้ำลายยือเปียก

ไปครึ่งหมอนเรามักพูดว่า ความรักไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผล
ใช้เพียงอารมณ์ ความรู้สึก และสัญชาตญาณ

เท่านั้น แต่เพราะอารมณ์ไม่ใช่หรือ
ที่ทำให้เราเลือกผิด
ที่ทำให้ต้องมานั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่า ที่ทำให้คิด

ฆ่าตัวตาย
แต่หากเราใช้ปัญญาประกอบ คือ สามารถพิจารณา
ได้ว่า อะไรดี อะไรควร
เพื่อไม่ให้หลง

ไปกับรักลวงอย่างเต็มตัวจนกู่ไม่กลับ

สุดท้ายแล้ว
ไม่ว่ารักจะเป็นอย่างไร หรือ
รักเป็น เป็นอย่างไร ทุกความรักจะต้องมี เมตตา

มีความปรารถนาดีที่จะมอบสิ่งดี
ความรู้สึกดี
ความหวังดี ให้แก่ผู้ที่เรารัก ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร
หรือมีความรัก
ในฐานะใดก็ตาม หากสมหวัง
ความเมตตาในความรักนั้น จะทำให้เรารักษาและดำเนิน
รักที่เป็นสุข
แต่หากผิดหวังความเมตตา
ที่ได้รัก
ก็จะทำให้เรายินดีกับรักอย่างเป็นสุขเช่นกัน
จากหนังสือธรรมะ Delivery
โดย พระมหาสมปอง ตาลปุตโต


เพิ่มเติม...

- เราพร้อมที่จะให้ความรักกับทุกคน เรามีความสุขที่ได้ให้ ทุกวันนี้ เราให้คำแนะนำให้สิ่งของ
ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน ให้เพราะอยากจะให้
ให้เพราะใจอยากจะอยาก ไม่หวังให้เขามาให้ความสำคัญแก่เรา เราอยู่อย่างสบายๆๆๆๆ
และสุขใจที่ได้ให้

ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นเรื่องธรรมชาติ
ผู้มีสติ และปัญญา จะวางใจไว้กลางๆเพื่อประเมินความรู้สึก
ไม่เอาความรู้สึกลื่นไหลไปตามภาวะของสิ่งที่กระทบ
เพราะรู้และเข้าใจว่า หากปล่อยใจลื่นไหลไปตามอารมณ์
ต้องเป็น"กำดักของความทุกข์"แน่นอน "ภาษาของความรู้สึก"
ต้องอ่านด้วย "ปัญญา" หากเรามีปัญญาเราก็อ่านความรู้สึกได้
"ความรัก" ไม่ได้ทำให้เราทุกข์ สิ่งที่ทำให้เราทุกข์ คือ
"ความคิดและความรู้สึกของเรา"ต่างหาก

ครอบครัวคือพื้นฐานความรักและสายสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์ บริสุทธื
ในที่นี้หมยถึงเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข้อแม้ ไม่ได้เจือ
ด้วยกิเลส และข้อแลกเปลี่ยนมากมาย

อันความรักรักเช่นไรไม่เกิดทุกข์
ขอให้ฉุกปลุกจิตช่วยด้วยปัญญา

รักให้สุขรักให้เป็นเช่นเมตตา
รักนี่หนารักด้วยสติมิใช่อารมณ์

เมื่อสมหวังได้ดั่งใจอย่าไปหลง
ไม่มั่นคงไม่เที่ยงแท้นี่แน่นอน

วันนี้รักวันหน้านั้นอาจสั่นครอน
โปรดคิดก่อนหมั่นเตือนตนค้นหาใจ

แม้นที่ใดนี้มีรักจักเป็นทุกข์
ต้องการสุขต้องรักเป็นเห็นธรรมหนอ

รักด้วยสติรักด้วยปัญญานั่นเป็นพอ
รักนี้ก่อให้เกิดได้ในจิตตน

รักก็รู้ดูก็เห็นเช่นในรัก.....
รักรู้จักในการให้ใช่ลุ่มหลง

รักเกิดได้ก็ดับได้ไม่มั่นคง
ไม่ยืนยงไม่เที่ยงแท้ไม่แน่นอน....ฯ

รักร้อย ก็ทุกข์ร้อย
รักห้าสิบ ก็ทุกข์ห้าสิบ
รักสิบ ก็ทุกข์สิบ
รักห้า ก็ทุกข์ห้า
รักหนึ่ง ก็ทุกข์หนึ่ง
ไม่รัก ก็ไม่ทุกข์
พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้เช่นนั้นแล

ความรักไม่ทำให้เราทุกข์เสมอไปดอกจ้า
ที่เราทุกข์เพราะขาดปัญญาหาทางดับทุกข์
ต่างหาก สุขหรือทุกข์ขอให้พิจารณาที่เรา
ใจเรา ความร้สึกเรานั่นแหล่ะสำคัญขอให้
รับรู้ความรักด้วยปัญญา ก็จะไม่ทุกข์

ความรัก เป็นสิ่งสวยงาม แต่การที่เราเกิดทุกข์ เพราะความรัก อันเนื่องมาจาก เราไปยึด เราไปถือว่าเป็นตัวตน ว่าของเรา ทุกข์เพราะคาดหวัง เมื่อสมหวังก็หลงติด เมื่อผิดหวังก็ฟูมฟาย ....ทั้งหลายทั้งมวล เหตุเพราะ ไม่มีการเตรียมตัวเตรียมใจ ที่จะตั้งรับในเหตุการณ์ต่างๆ แต่ถ้าเรามีการนำธรรมมาปฏิบัติ ในการดำเนินชีวิต เราก็จะเข้าใจในสรรพสิ่ง เช่นนี้เมื่อมีรักก็สุขเป็น ทุกข์เป็น รู้เท่าทัน ว่า สิ่งต่างๆ มีเกิด-มีดับ มีพบ-มีพราก มีจาก-มีเจอ เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง...นะจ้ะ

เราคนนึงที่ทุกข์กับความรักมากๆ แต่จะพยายามคิดว่า อย่างน้อยคนที่เรารักตอนนี้เขามีความสุขกับคนที่เขาเลือกแล้ว เราขอแบกความทุกข์ไว้คนเดียว แล้วให้เขาสุขก็พอ ขอเป็นคนดีก็พอ ... สักวันจะทำใจได้เอง..

ความรักนี้มันเกิดเองโดยธรรมชาติค่ะ อย่างเช่นพ่อ-แม่รักลูกนี้ ไม่มีเหตุและผลใดๆทั้งสิ้น รักอย่างเดี่ยวต่อให้ลูกเป็นไอ้ขี้เมา 500 ปีหรือเป็นโจรแบบองคุลีมาลก็ยังรัก เพียงแต่รักเท่ากันหรือเปล่า (กรณีมีลูกหลายคน)อันนี้แล้วแต่กระแสกรรมระหว่างลูกกับพ่อ-แม่เท่านั้น
ถ้ารักแบบชายหญิงนี้แล้วแต่บุพเพอาละวาด เพราะถึงเวลาที่คนที่เราเคยทำกรรมกะเขาแต่ชาติปางไหนเขาตามมาทัน เราก็จะต้องรักเขาเป็นบ้าเป็นหลัง อันนี้ถ้าจะให้บอกก้คือต้องระหวังรักให้เป็นนั้นแระเราจะไม่เจ็บตัวและหัวใจ(หมดตังได้แต่อย่าหมดตัวและหัวใจ) แต่พอหมดกรรมที่ต้องชดใช้กันความรู้สึกรักก็จะหายไปเอง ตอนนี้นเราก็จะมานั่งหัวเราะตัวเราเอง ว่าทามมายตอนที่เรารักผู้ชาย(หรือหญิง)คนนั้นถึงทำให้เรานอนร้องให้ แงแง แง คิดถึงเขาวันหลัง 3 เวลา หลังอาหาร อย่าหมดความรักค่ะ เพื่อแผ่ไป เพราะความรักทำให้เราสุขใจ หมดรักเมื่อไรใจเราจะเตู๊ด่ยว รักคน รักธรรมชาติ น่ะค่ะ

เพราะความยึดติดและความคาดหวัง ว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้
แต่เมื่อเราได้ฝึกที่ดูจิตใจของตัวเอง เราก้อรู้ว่า ทุกข์มันเกิดขึ้น และก้อดับลงที่ใจของเราเอง
ตอนนี้ความทุกข์ของเราเริ่มเลือนลางแล้ว และจะพยายามที่จะไม่ตกเป็นทาสของความทุกข์อีกต่อไป

 

เราก็มีรักอย่างเจ็บปวดเช่นกัน แต่เรารู้ว่าเราต้องเจ็บถ้าเรารักเขา แต่เราห้ามใจของเราไม่ให้รักเขาไม่ได้เลย เรารู้ว่าเขามีเจ้าของแล้ว เขาเองก็ไม่ได้ปิดบังอะไรเรา แต่สายตาของเขาก็บอกเราว่าเขาก็มีความรู้สึกเช่นไรกับเรา เขาคอยแอบมองเรา คอยมองสบตายิ้มหวานให้เรา เรารู้สึกถูกชะตากับเขามาก เวลาที่เขามองเรา สบตาเรา ยิ้มให้เรา มันทำให้เรารู้สึกเป็นสุขอิ่มเอิบใจอย่างบอกไม่ถูก เวลาที่เราไม่เจอเขา เราก็คิดถึงมากเหลือเกิน นี่คือความรู้สึกที่เรารักเขาแล้วใช่มั๊ย เรารู้ตัวว่าเรารักเขาแล้วเราก็พยายามหักห้ามใจตัวเองมาโดยตลอด แต่เราห้ามใจตัวเองไม่ได้เลย มันทรมานมาก ในที่สุดเมื่อเราตัดใจจากเขาไม่ได้เราก็ขอรักเขาให้เต็มหัวใจเรา เราคอยเทคแคร์เขาตลอด ยิ้มหวานตอบเขาบอกให้เขารู้ว่า เรารักเขาแต่ขอเป็นรักที่บริสุทธิ์รักที่ไม่ต้องการอะไรตอบแทนขอเพียงแต่ขอให้เขาอย่ารังเกียจเราอย่าจากเราไปก็พอ รักของเราจะอยู่ในขอบเขต เราจะรักกันทางใจเท่านั้น ทางกายเราไม่สามารถสัมผัสแตะต้องกันได้เลย เราได้แต่มองกันด้วยสายตาที่เรารู้กันแค่สองคนว่าเรารักกันมากเหลือเกินเท่านั้น ขณะนี้เราจากกันระยะหนึ่งเพราะเหตุจำเป็นเรื่องงาน เรารู้สึกทรมานมากเพราะเราคิดถึงเขามากเหลือเกิน